Information

About JK. Rowling

posted on 06 Apr 2007 22:25 by mugglemagic  in Book, Information

ก่อนจะมี Harry Potter ก่อนจะมีวรรณกรรม ก่อนจะมีภาพยนตร์ ก่อนจะมีเงินเป็นล้าน และล้านปอนด์ มีเด็กหญิงตัวน้อยที่ชอบเล่นเป็นแม่มด และผู้วิเศษ ระหว่างช่วงหน้าร้อนที่น่านอน ในเมือง Winterbourne ใช้เวลาเดินทางโดยรถยนต์ประมาณหนึ่งชั่วโมงครึ่งจาก Bristol, Joanne Rowling หนูน้อยอายุ 6 ขวบ เธอเป็นคนแรกที่ได้เผชิญหน้ากับพ่อมดที่ชื่อ Potter เธอเล่นเกมที่ชื่อว่า Lets Pretend อยู่บริเวณสวนหน้าบ้านหมายเลข 35 ซอย Nicholls บ้านทำด้วยอิฐสีเทา มี 3ห้องนอน เจ้าของคือ Pete และ Anne Rowling ลูกสาวสองคนเพิ่งย้ายเข้ามาอยู่ Joanne เป็นคนคิดเกมขึ้นมา เข้าไปค้นตู้เสื้อผ้าของแม่เพื่อหาเครื่องแต่งกาย หาไม้กวาดจากโรงเก็บรถของเพื่อนบ้าน เรียกเด็กข้างบ้านมาแต่งตัว เล่นด้วยกัน Joanne และน้องสาวของเธอ Dianne พร้อมกับเพื่อนบ้าน Vikk เป็นแม่มด และพ่อมดผู้โดดเดี่ยว Ian Potter อายุ 5 ขวบ 30ปีผ่านไปเขาก็ยังจำได้ "ผมเคยเอาเสื้อโค้ทตัวยาวของพ่อมาใส่ เพื่อจะได้ดูเหมือนพ่อมด ผมคิดว่ามันเหมือนกับการเสี่ยงโชคในกล่องเกม คล้ายกับ Harry "

ชีวิตของ J K Rowling เริ่มต้นขึ้น เมื่อมีคนแปลกหน้า 2 คน พบกันบนรถไฟเมื่อปี 1964 นายทหารหนุ่มวัย 18 Pete Rowling พบกับ Anne Volant เธออายุ 18 เช่นกัน บนรถไฟจากสถานี Kings Cross ใกล้กับกองบัญชาการ 45 Commando ใน Arbroath จากการแนะนำให้รู้จักกัน เพราะนั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม ทั่งคู่พูดคุยกันอย่างยาวนานและแอบขโมยจูบเสื้อโค้ทขนสัตว์ และเมื่อรถไฟมาถึง Scotland, Pete และ Anne ก็ตกลงใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน เพียงไม่กี่เดือน Anne ก็ตั้งท้องลูกคนแรก , Joanne คู่รักหนุ่มสาว จึงตัดสินใจเข้าพิธีแต่งงานวันที่ 14 มีนาคม 1965 ก่อนจะสร้างบ้านที่ Yate ห่างจาก Bristol ไป 10ไมล์ หลังจากนั้น 4 เดือน วันที่ 31 กรกฎาคม 1965 ลูกสาวคนแรกของพวกเขาก็คลอดที่โรงพยาบาล Cottage ย่านคนรวยแถบชานเมือง Chipping Sodbury ที่นี่คือสถานที่ ที่ครอบครัวของ Rowling อาศัยอยู่ ในขณะที่คุณพ่องเป็นวิศวกรฝึกงานอยู่ที่โรงงานแถบ Bristol มีคุณแม่คอยดู Joanne และน้องสาวของ Dianne เกิดเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 1967 หนึ่งปีหลังจากนี้ครอบครัวก็ย้ายเข้าไปบ้านหลังใหญ่กว่าเดิมที่ Winterbourne และที่นี่เองที่ทำให้ Joanne ได้ค้นพบโลกแห่งเวทมนตร์ในหนังสือที่เธออ่าน และสร้างเรื่องราวผจญภัยของเธอเองในสนามหน้าบ้าน

ขณะอายุ 4 ขวบ เธอได้รู้จักกับหนังสือ โดยพ่อของเธอเองที่อ่านให้ลูกสาวของเขาฟังบนเตียงนอน หนังสือเกี่ยวกับการผจญภัยเรื่อง Toad of Toad Hall จาก The Wind in the Willows หนังสือกระจายทั่วไปตามห้องต่างๆในบ้าน แม้ว่าหนูน้อย Joanne จะสนใจหนังสือผจญภัย Famous Five เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ต่อมาภายหลังเธอยกย่องงานเขียนของ Richard Scarry ที่เป็นแรงบันดาลใจ ให้เธอเขียนงานเขียนชิ้นแรกของเธอ "Rabbit" งานเขียนครั้งแรกเมื่ออายุ 6 ขวบ ในเวลานั้นเธอเรียนอยู่ที่ St Michaels Church of England ใช้เวลาเดินจากบ้านแค่ 5 นาที ในปี 1974 พ่อและแม่ของเธอ ซื้อกระท่อมหินในเมือง Tutshill แถบชายแดนประเทศเวลล์ ใกล้กับป่า Forest of Dean และที่นี่ก็คือแผนผังป่าต้องห้ามในหนังสือ Harry Potter และเป็นแรงบันดาลใจให้กับนักเขียนท้องถิ่นภายหลัง Dennis Potter บ้านหลังงามในชนบท Church Cottage พื้นและฝาบ้านปูด้วยแผ่นหิน ที่เคยเล่ากันว่าพวกผีร้ายตัวน้อยขว้างปากันในสุสานของหมู่บ้าน รอบบ้านเต็มไปด้วยเพื่อนบ้าน และสถานที่ 2 พี่น้อง Rowling จะออกไปผจญภัย วันแรกของการไปโรงเรียน Tutshill Church of England ของหนูน้อย JK Rowling ในเดือนกันยายน 1974 ไม่ค่อยเป็นประสบความสำเร็จสักเท่าไรนัก เธอได้คะแนนเพียงครึ่งเดียวจากเต็ม 10 ในการทดสอบ ก็เลยทำให้เธอต้องไปอยู่ระดับสติปัญญาต่ำกว่าเพื่อนๆในห้อง แต่ด้วยความสามารถที่ติดตัวได้ฉายแสงออกมา เธอก็เลยได้เลื่อนระดับ เธอได้อธิบายไว้ว่า การเลื่อนระดับมันมีค่ามาก .... Mrs Morgan ให้ฉันแลกเปลี่ยนที่นั่งกับเพื่อนสนิท Mrs Sylvia Morgan เป็นครูที่เข้มงวดมาก และเป็นผู้หญิงน่ากลัว เธอมักจะทำให้ เด็กน้อย Joanne ตกใจ ท่าทางแบบนี้จึงไม่ค่อยได้เห็นกันนักสำหรับอาจารย์ใหญ่ฮอกวอตส์ เมื่ออายุได้ 10 ขวบ Joanne กลายเป็นเด็กกระตือรือร้น หนอนหนังสือ และเป็นนักเรียนที่เอาจริงเอาจัง เธอจะยกมือด้วยความเร็วเป็นคนแรกในห้องเสมอ

Free Image Hosting at www.ImageShack.us

เมื่อเธอย้ายเข้าโรงเรียนมัธยม Joanne ได้ติดตามคุณแม่ของเธอไปด้วย หลังจากที่แม่ต้องเลี้ยงดูลูกถึง 12 ปี Anne Rowling ได้รับตำแหน่งเจ้าหน้าที่เทคนิคในห้องแล็ป ที่ Wyedean Comprehensive ภายใต้การดูแลของ John Nettleship โรงเรียนแนวหน้าด้านวิทยาศาสตร์ สำหรับ Nettleship เขายังจำ Joanne ที่เขาเคยสอนได้ เธอเป็นคนเฉลียวฉลาด แต่เงียบ และเขาก็คิดว่า เขาคือแรงบันดาลใจ ตัวละครศาสตราจารย์ สเนป ผมคิดว่าวิชาเคมี อาจจะมีอิทธิพลกับเธอมากที่สุด เพราะว่าผมเคยสอนเธอเรื่อง ศิลาอาถรรพ์และ นักเล่นแร่แปลธาตุ เป็นไปได้ว่าเธอทราบเรื่องนี้มาก่อนแล้ว แต่ผมก็รวมมันไว้ในบทเรียน และอธิบายว่าเราจะเปลี่ยนสิ่งของเป็นทองได้อย่างไร เขาหัวเราะเบาๆ ก่อนจะเสริมขึ้นอีก ดูเหมือนว่ามันจะเวิร์ค สำหรับเธอนะ จริงไหม แม้ว่า Joanne จะเป็นเด็กฉลาด แต่เธอไม่ใช่คนที่กระตือรือร้นที่สุด ในตอนนี้ Nettleship ได้เกษียณออกมาแล้ว นึกย้อนหลัง ทัศนคติของเธอต่อวิชาวิทยาศาสตร์ เหมือนกับความคิดของแฮร์รี่ที่มีต่อวิชาปรุงยา มากกว่าของเฮอร์ไมโอนี่

Anne Rowling ในช่วงเวลานี้ เธอมีความสุขมาก ที่มีบีกเกอร์และสิ่งเกี่ยวกับเคมีในห้องทดลองอยู่รอบๆตัวเธอ และการได้กลับมาทำงานอีกครั้ง หลังจากห่างหายไปนาน เธอเป็นผู้หญิงที่ฉลาดจริงๆ มีลักษณะปราดเปรียว และเป็นที่น่าเชื่อถือ สนใจในเรื่องคำ และเนื้อเรื่อง และสิ่งต่างๆในแบบที่เหมือนกันแม้ว่างานของเธอจะเกี่ยวกับด้านเทคนิค เธอยังเป็นคนที่มีจินตนาการมากๆ Nettleship กล่าว การพบเจอกันกับเหล่าอันธพาล ทำให้ Joanne ใช้เวลาพัก เดินไปยังตึกวิทยาศาสตร์ เพื่อเก็บเงินสำหรับอาหารเย็น มากกว่าการต้องไปเผชิญหน้ากับบรรยากาศการขู่เข็ญในสนามเด็กเล่น เด็กผู้หญิงตัวใหญ่กว่าเธอในชั้นปีเดียวกัน หาเรื่องชกต่อยกับเธอ ฉันไม่มีทางเลือก จะต่อยกลับไป หรือนอนลงแล้วแกล้งทำว่าตาย เพียงไม่กี่วัน ฉันก็มีชื่อเสียงพอสมควร เพราะเธอไม่สามารถจัดการล้มฉันได้ ความจริงก็คือ ล็อคเกอร์ของฉันอยู่ด้านหลังพอดี มันช่วยฉันไว้

ในช่วงวัยรุ่น Rowling เธอนิยมการอ่านหนังสือ จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจเลยว่า The Lord of the Rings ของ JRR Tolkein จะมีอิทธิพลกับเธออย่างมาก แต่เธอก็ชอบ Jane Austen ด้วยเช่นกัน เจ้าของงาน Emma ที่เธออ่านมามากกว่า 20 ครั้ง บุคคลที่มีอิทธิพลต่อเธออีกคนก็คือ Jessica Mitford คนที่ Rowling ยอมรับว่าเธอคือวีรสตรีของเธอ และประวัติของ Hons กับ Rebels กลายเป็นบทอ่านที่มีความหมายสำคัญต่อ Rowling

แต่ในฐานะวัยรุ่นทั่วๆไป Rowling สนใจดนตรีป๊อบมากๆ ในช่วงต้นยุคปี 1980 เธอได้รับแรงดลใจมาจาก The Smiths และ Siouxsie Sioux ลักษณะท่าทางที่เธอทำตามมาหลายปี ในช่วงที่เข้ามหาวิทยาลัย เธอยังใช้หวีเสียบไว้ด้านหลังผม และยังเขียนขอบตาสีดำหนา

ในช่วงเวลานี้ ครอบครัว Rowling มีความสุขและมีสถานะมั่นคง พ่อของเธอ , Pete ได้ทำงานเป็นผู้บริหารด้านวิศวกร ที่สาขา Rolls Royce และแม่ของเธอได้ทำงานที่เธอรัก แต่ว่าเรื่องราวต่างๆได้เปลี่ยนแปลงราวกับละคร เงามืดปกคลุมชีวิตของ Rowling และแยกครอบครัวที่สนิทสนมให้ห่างจากกัน

บ้านเป็นสถานที่ลำบากที่จะอยู่

อาการป่วยของ Anne Rowling แสดงออกมาครั้งแรกในปี 1978 เมื่อมือของเธอเริ่มสั่นเวลาที่เธอรินชา อาการของเธอจะเป็นเพียงแวบเดียว และจะหายเมื่อเธอสวมเสื้อกันหนาว แต่ในเวลา 2 ปีต่อมา อาการไม่สามารถควบคุมร่างกายเริ่มรุนแรงมากขึ้น เธอเริ่มบีบบีกเกอร์ในห้องทดลองแตก และทำลายข้าวของบ่อยมากขึ้นเวลาที่เธอหงุดหงิด ในวันที่อาการดี เธอก็สามารถเล่นกีตาร์ได้ แต่ว่าอาการไม่ค่อยดีของเธอก็ค่อยๆเพิ่มขึ้น เมื่อ Joanne อายุ 15 ปี แม่ของเธอก็ได้รับการวินิฉัยว่าเป็นโรค Multiple Sclerosis (อาการแข็งตัวของเนื้อเยื่อ) สาเหตุของอาการป่วยมาจากการขาดโปรตีนที่บริเวณกระดูกสันหลัง ทำให้การส่งสัญญาณจากสมองเริ่มสับสน เป็นผลให้ไม่สามารถควบคุมแขนขาได้ Anne ต้องหัวใจแตกสลายเมื่อเธอต้องออกจากงานเจ้าหน้าที่แลป แต่เธอก็ทำให้ตัวเองวุ่นวายด้วยการเป็นอาสาสมัครทำความสะอาดโบสถ์ในท้องถิ่น Rowling ได้แค่เพียงมองแม่ของเธอยอมแพ้กับโรคร้าย โดยไม่สามารถช่วยเหลืออะไรได้ ในบทความที่นักประพันธ์คนนี้ได้เขียนไว้ในสก็อตแลนด์เมื่อวันอาทิตย์ เธออธิบายว่า เมื่อถึงจุดหนึ่งแม่ของเธอคลานขึ้นไปชั้นบนอย่างไร อาการป่วยเดินหน้าไปอย่างรวดเร็วในเวลาเพียงไม่กี่ปี Anne Rowling เดินอย่างยากลำบากและต้องใช้รถเข็น

ความตกต่ำเริ่มเข้าครอบคลุม Church Cottage ทิ้งให้ Rowling รู้สึกเหมือนตกอยู่ในหลุมพรางและเป็นทุกข์อย่างยิ่ง และวันหนึ่ง Sean Harris ย้ายมาเป็นนักเรียนที่ Wydean Comprehensive และกลายเป็นเพื่อนสนิทอย่างรวดเร็ว ในปี 1982 เขานำรถฟอร์ดแองเกลียสีฟ้ามาจอดหน้าบ้าน และพาเธอหนีออกมาจากความร้ายกาจใน Tutshill เพื่อไปดูคอนเสิร์ตและบาร์ที่ Bristol เขาสามารถจอดรถไว้ที่ Severn Bridge และทั้งคู่ก็ฝันถึงอนาคตที่ดีๆร่วมกัน รถฟอร์ดแองเกลียสีฟ้าจึงอยู่เป็นอมตะในนิยายของ Rowling ในฐานะรถของครอบครัว รอน วีสลีย์ และเธอก็อธิบายถึงตัวเขา เป็นคำจารึกไว้ในหนังสือเล่มที่ 2 ว่า คนขับรถบ้าระห่ำไปได้ในทุกสภาพอากาศ

ความสำเร็จทางด้านการเรียนของ Joanne ทำให้เธอได้รับการแต่งตั้งเป็นประธานนักเรียนที่ Wydean และความทะเยอทะยานของเธอก็คือการเข้าเรียนภาษาที่ Oxford เกรด A ในวิชาภาษาอังกฤษ,ฝรั่งเศส และเยอรมัน ก็ดีพอที่เธอได้เข้าเรียน Oxbridge แต่เธอไม่รับข้อเสนอนี้ อาจารย์ของเธอประหลาดใจมากและเชื่อว่าเธอเป็นเหยื่อของความอคติไม่มีเหตุผล ความใฝ่ฝันที่จะเข้าเรียนใน Oxford ถูกแทนที่ด้วยห้องโถงหอพักอิฐสีแดง ที่มหาวิทยาลัย Exeter

อาจารย์ในมหาวิทยาลัยจำได้ว่า Rowling ดูประหม่าและไม่มันใจในตัวเอง แต่นักเรียนในกลุ่มเดียวกัน Yvette Cowles บอกกับ Sean Smith (ผู้เขียนประวัติของเธอ) ว่า ป๊อบปูลาร์และโดดเด่นมาก เธอใส่กระโปรงยาว และเคยมีแจ็กเก็ตเดนิมที่เธอชอบใส่อยู่หนึ่งตัว Jo เป็นคนหุ่นดีมาก และมีผมหนา ดำและเงางาม และเขียนขอบตาหนา ฉันคิดว่าเธอค่อนข้างเป็นที่รู้จักในหมู่ชายหนุ่ม ในปีแรกเธอลงทะเบียนเรียนวิชาภาษาฝรั่งเศสและวรรณกรรมคลาสสิก แต่ทัศนคติต่อวิชานี้ ได้อธิบายไว้อย่างดีว่า งานน้อย สนุกมาก ทำให้เธอละทิ้งวิชาวรรณกรรมคลาสสิค หลังจากเธอไม่ไปสมัครสอบ ในปีที่ 3 เธอใช้เวลาไปกับการสอนในโรงเรียนที่ปารีส และเช่าห้องพักร่วมกันคนอิตาเลียน รัสเซียน และ สเปน เธอพบว่าชาวอิตาเลียนนั้นอารมณ์ร้ายกาจ เธอจึงหลีกเลี่ยงเขาด้วยการอ่านหนังสืออยู่ในห้องของเธอทั้งวัน ในเวลานั้นเธออ่านหนังสือ Tale of Two Cities ของ Charles Dickens วรรณกรรมที่อาจจะมีอิทธิพลต่อความคิดของเธอที่จะฆ่า แฮร์รี่ พอตเตอร์ ในท้ายเล่ม7 การตายของ Charles Darnay เป็นการสละชีวิตตัวเองเพื่อเพื่อนๆ และคำพูดสุดท้ายของเขา มีผลอย่างยิ่งต่อ Rowling: "มันเป็นสิ่งที่ดีมากเกินกว่าสิ่งที่ฉันได้เคยกระทำมา มันเป็นการพักผ่อนที่ดีเกินกว่าที่ฉันได้เคยรับรู้

Anne Rowling นั่งรถเข็นมาร่วมพิธีสำเร็จการศึกษาของบุตรสาวในปี 1987 และมองเธอด้วยความภูมิใจเมื่อเธอได้รับรางวัล 2:2 ในวิชาภาษาฝรั่งเศส ในเวลาอีก 4 ปี ต่อมาที่เธอมองดูลูกสาวทำงานชั่วคราวหลากหลายอย่าง งานที่เธอทำรวมไปถึงงานด้านไปรษณีย์ที่ Amnesty International และ the Manchester Chamber of Commerce งานไปรษณีย์เป็นงานที่ทำเพียงชั่วระยะเวลาสั้นๆ ไม่มีบันทึกทำไว้ว่าเธอทำงานนี้นานแค่ไหน ในตอนนี้เธอเริ่มเป็นนักเขียน เธอใช้ความพยายามอย่างมากในการเขียนนวนิยายสำหรับผู้ใหญ่ 2 เรื่อง แต่ว่าไม่ได้ตีพิมพ์ และค่อยๆพัฒนาความรักทางด้านดนตรีคลาสสิก ในขณะที่ Rowling ใช้ชีวิตหลายปีอย่างไร้จุดหมาย แต่ช่วงเวลาสำคัญในชีวิตของเธอก็เกิดขึ้น ในฤดูร้อนปี 1990 แฟนหนุ่มของเธอย้ายมาอยู่ที่ แมนเชสเตอร์ และในวันที่เธอต้องเดินทางกลับไปยังลอนดอนโดยรถไฟ หลังจากที่ใช้เวลาช่วงสุดสัปดาห์ตระเวนหาห้องเช่า ในช่วงเวลาการเดินทางที่เงียบสงบ ความคิดก็เป็นรูปเป็นร่างขึ้น ความคิดทั้งหมดเรื่องแฮร์รี่ ก็แล่นเข้ามาในใจของฉัน ฉันไม่สามารถบอกคุณได้ว่าอะไรหรือทำไมที่กระตุ้นมันออกมา แต่ว่าฉันได้เห็นความคิดเรื่องแฮร์รี่และโรงเรียนเวทมนตร์อย่างชัดเจน แล้วทันใดนั้นฉันก็มีความคิดเรื่องเด็กชายที่ไม่รู้ว่าเขาคือใคร ไม่รู้ว่าเขาเป็นพ่อมดจนกระทั่งเขาได้รับเชิญให้เข้าโรงเรียนเวทมนตร์ ฉันไม่เคยมีความคิดที่น่าตื่นเต้นเท่านี้มาก่อน

แล้ว Harry Potter ก็ได้ถือกำเนิดขึ้นมา หลังจากที่แม่ของเธอเสียชีวิตไป 6 เดือน Anne Rowling จากไปเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 1990 เมื่อมีอายุ 45 ปี Joanne ได้กลับบ้านไปก่อนหน้านั้น 6 วัน แต่เธอไม่เคยทราบถึงความร้ายแรงของอาการป่วย ก่อนที่แม่จะจากไป เธอผอมมากๆ และดูอ่อนเพลีย ฉันไม่เคยทราบอาการป่วยของเธอเลย ยกเว้นว่าฉันได้เห็นอาการป่วยที่ค่อยเลวร้ายลงมาเป็นเวลานาน ซึ่งจะเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาเลยทำให้ดูไม่เหมือนว่าเธออาการหนัก การตายของแม่ทำให้ เป็นจุดหักเหของ Rowling ในเวลาไม่กี่เดือนความสัมพันธ์กับแฟนหนุ่มของเธอก็จบลง เธอย้ายไปอยู่โรงแรม และออกจากประเทศอังกฤษ

โฆษณาในหนังสือ Guardian รับสมัครอาจารย์สอนวิชาภาษาอังกฤษที่ประเทศโปรตุเกส ที่ๆเธอคาดหวังถึงความอบอุ่นและการเริ่มต้นที่แจ่มใส Rowling อาศัยอยู่เมือง Porto สุดอึกทึกครึกโครม ในแฟลตที่ร่วมกันจ่ายค่าเช่ากับ Aine Kiely, จาก Cork และหญิงชาวอังกฤษ Jill Prewett ในช่วงเวลา 5 โมงเย็น ถึง 4 ทุ่ม ทั้งสามสหายจะสอนอยู่ที่ Encounter English School ก่อนจะออกไปยังเมือง Swing เมืองที่มีไนต์คลับใหญ่ที่สุด Rowling ใช้เวลาในแต่ละวันในร้านกาแฟ จิบกาแฟและนั่งเขียนต้นฉบับ Harry Potter ภาคแรก Maria Ines Augiar เลขาผู้อำนวยการ และกลายเป็นเพื่อสนิทของเธอ ยังจำ Rowling ได้ว่าเธอเป็นอย่างไร เป็นคนเคร่งเครียดและดูกังวลใจมาก และเป็นคนที่ ปรารถนาความรักอย่างยิ่ง เธอใช้เวลาอยู่ที่นี่เพียง 18 เดือน Rowling ก็พบกับความรัก แม้ว่าใช้ระยะเวลาเพียงสั้นๆ กับ Jorge Arantes นักเรียนหนุ่มรูปงาม เรียนด้านหนังสือพิมพ์ ผู้อ่อนวัยกว่าเธอ 3 ปี

Arantes นั่งดื่มกับเพื่อนใน Meia Cava ด้านล่างของบาร์ เมื่อเขารำลึกถึงหญิงสาว หญิงสาวตาสีฟ้า น่าทึ่งที่สุดเดินเข้ามา เขาเข้าใกล้เธอแล้วคุยกับเธอเป็นภาษาอังกฤษ และพบว่าทั้งคู่ต่างก็เป็นแฟน Jane Austen ค่ำคืนนั้นจบลงด้วยการแลกจูบและเบอร์โทรศัพท์กัน แล้วเวลาเพียงไม่กี่วันพวกเขาก็นอนด้วยกัน แต่ Arantes ผู้มีลักษณะของชายละตินอย่างสมบูรณ์ คิดว่าเขาสามารถปฏิบัติกับเธอด้วยการกระทำแบบเดิมๆได้ เขาคิดผิดไปแล้ว ในฐานะแฟนใหม่ของเขา เมื่อหนุ่มละตินเจ้าชู้คุยกับสาวคนอื่นๆ ขณะที่กำลังออกเดทกันอยู่นั้น Rowling เข้าไปใกล้เขาแล้วกระซิบว่า เธอหรือพวกสาวๆ Rowling ชนะในการแข่งขันครั้งนี้

Spell Book: คาถาและมนต์วิเศษ

posted on 07 Apr 2007 00:23 by mugglemagic  in Information

A

Accio (แอ๊กซีโอ) - ใช้เสกวัตถุสิ่งของให้บินไปหาผู้ที่ร่ายคาถาไม่ว่าของสิ่งนั้นจะอยู่ไกลแค่ไหนก็ตาม แต่มีข้อแม้ว่าคนที่ร่ายคาถาต้องรู้ว่าอย่างน้อยวัตถุนั้นอยู่ตรงไหน
Age Line (เส้นอายุ) - เส้นบางๆสีทองที่ลากไปตามพื้นซึ่งจะมีผลกับใครก็ตามที่เดินข้ามไปโดยที่อายุไม่เป็นไปตามกำหนด
Alohomora (อาโลโฮโมล่า) - ใช้เสกเพื่อสะเดาะกลอนประตูให้เปิดออก
Animagus (อนิเมจัส) - ใช้เรียกพ่อมดหรือแม่มดที่สามารถแปลงร่างเป็นสัตว์ได้
Anti-Cheating Spells - คาถาต่อต้านการโกง ใช้ตอนช่วงสอบ
Anti-Gravity Mist - หมอกไร้แรงโน้มถ่วงที่แฮร์รี่เจอในภารกิจที่3 ของการประลองเวทไตรภาคี
Aparecium - คาถาที่ใช้เสกให้สามารถอ่านหนังสือที่ใช้หมึกล่องหนเขียนได้
Apparition - คาถาชั้นสูงที่พ่อมดที่ได้รับการฝึกฝนมาเป็นอย่างดีใช้ในการล่องหนจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง
Avada Kedavra (อะวาดา เคดาฟรา) - คำสาปพิฆาตทำให้ตายในทันทีด้วยแสงสีเขียว
Avis (อาวิส) ใช้เสกเหมือนมายากลให้นกโผล่ออกมา มิสเตอร์โอลลิแวนเดอร์ใช้คาถานี้ทดสอบไม้กายสิทธิ์ของวิกเตอร์ ครัม

C

Colloportus (คอลโลพอร์ตัส) ทำให้ประตูปิดผนึกแน่น
Crucio (ครูซิโอ) คาถากรีดแทง เป็นหนึ่งในคำสาปโทษผิดสถานเดียว เมื่อผู้ถูกสาปโดนคาถานี้จะทำให้เจ็บปวดเหมือนมีอะไรมากรีดแทง ไม่จำเป็นต้องใช้อาวุธอะไรเพื่อทรมานคนอื่น ถ้าร่ายคำสาปกรีดแทง

D

Deletrius (ดีลิตริอัส) เสกเพื่อให้เงาของคาถาตรามารจากถาคา ไพรออร์ อินคานตาโต้ ที่ใช้ไปแล้วจากไม้กายสิทธิ์ให้สลายกลายเป็นควันเส้นบาง
Densaugeo (เด็นเซากีโอ) คาถานี้จะทำให้ฟันซี่หน้างอกยาวออกมาเลยริมฝีปากล่างลงไปถึงคาง
Diffindo (ดิฟฟินโด) คาถาเพื่อทำให้ของบางอย่างฉีกขาดหรือเปิดออก
Dissendium (ดิสเซนดิอุม) ใช้เปิดประตูลับตรงรูปปั้นแม่มดทางลับไปสู่ฮอกมี้ดส์

E

Engorgio (เอ็นกอกิโอ) ทำให้สิ่งที่เสกมีขนาดใหญ่ขึ้น
Ennervate (เอเนอร์วาเต้) คาถานี้ทำให้คนที่โดนคาถาสะกดนิ่งกลับมาเป็นปกติเหมือนเดิม
Evanesco (อีวาเนสโค) ทำให้สิ่งของบางอย่างหายวับไป
Expecto Patronum (เอกซ์เปกโต พาโตรนุม) คาถาผู้พิทักษ์ เป็นคาถาในขั้นสูง เป็นผู้พิทักษ์ที่ต่อต้านผู้คุมวิญญาณ ทำหน้าที่เหมือนกับโล่คุ้มกันจากผู้คุมวิญญาณ
Expelliarmus (เอ็กซ์สเปลล์ลิอาร์มัส) คาถาปลดอาวุธ เมื่อเสกจะมีแสงสีแดงเข้มพุ่งออกมาจากปลายไม้

F

Ferula (เฟอรูล่า) คาถาเข้าเฝือก
Finite Incantatum (ฟินิเต้ อินคันทาเท็ม) ยกเลิกคาถา
Flagrate (ฟลาเกรต) เสกให้เป็นเครื่องหมาย X ที่คุแดงเป็นไฟ เพื่อทำเป็นสัญลักษณ์
Furnunculus (เฟอร์นันคูลัส) จะทำให้ผู้ที่โดนคาถานี้มีฝีหนองขนาดใหญ่น่าเกลียดปูดออกมา

I

Impedimenta (อิมเปดิเมนต้า) ทำให้ผู้ที่โดนคาถานี้หยุดนิ่งหรือทำให้ช้าลง
Imperio (อิมเปริโอ) คำสาปสะกดใจ เป็นอีกหนึ่งในกลุ่มคำสาปโทษผิดสถานเดียว ใครที่โดนคำสาปนี้จะถูกสะกดให้ทำตามคำสั่ง
Impervius (อิมเพอร์วิอัส) ช่วยไล่น้ำออกจากสิ่งของ อย่างเช่นเฮอร์ไมโอนี่ช่วยเสกคานี้ใส่แว่นแฮร์รี่ ทำให้น้ำฝนไม่เกาะบนแว่นตา
Incarcerous (อินคาเซอรัส) เมื่อร่ายคาถานี้จะมีเชือกหลายเส้นพุ่งออกมาจากกลางอากาศ เหมือนงูตัวหนาเข้าไปผูกมัดไปรอบลำตัวหรือสิ่งของที่เสก
Incendio (อินเซนดิโอ) จุดไฟ

L

Locomotor Mortis คำสาปผูกขา ทำให้ขาสองข้างติดกันแน่นจนไม่สามารถเดินได้
Lumos (ลูมอส) ทำให้มีแสงสว่างเกิดขึ้นที่ปลายไม้กายสิทธิ์

M

Morsmordre (มอร์สมอร์เดร) คาถานี้เป็นการเสกตรามารขึ้นฟ้า เมื่อเสกจะมีแสงสีเขียวเป็นประกายขนาดใหญ่พุ่งขึ้นไปลอยบนฟ้า เป็นรูปหัวกะโหลกขนาดใหญ่ที่ประกอบขึ้นจากสิ่งที่มองดูเหมือนดาวมรกต ระยิบระยับ หัวกระโหลกนั้นมีงูยื่นออกมาจากปากจนเหมือนเป็นลิ้น

N

Nox (น็อกซ์) - ยกเลิกคาถาลูมอส

O

Obliviate (ออบลิวิอาเต้) คาถาลบความจำ
Oculus Reparo คาถาซ่อมสิ่งของ ในภาพยนต์เฮอร์ไมโอนี่ใช้คาถานี้ซ่อมแว่นตาของแฮร์รี่ พอตเตอร์ที่หักอยู่
Orchideous (ออร์คิดดีอุส) เสกให้มีช่อดอกไม้ออกมาจากปลายไม้กายสิทธิ์

P

Peskipiksi pesternomi (เพสกิพิกซี่ เพสเตอร์โนมี) คาถาแช่แข็งพิกซี่เวอร์ชั่นของล็อกฮารต์ แต่รู้สึกว่าคาถานี้จะใช้ไม่ได้ผลในกรณีที่มีพิกซี่มากเกินไป
Petrificus Totalus (เพ็ตตริพีคัส โททาลัส) คาถาสาบให้ร่างทั้งร่างติดเข้าหากัน
Portus ทำให้สิ่งของกลายเป็นกุญแจนำทาง
Prior Incantato (ไพรออร์ อินคานตาโต้) เป็นการทำให้ไม้กายสิทธิ์เชื่อมต่อกัน ทำให้เกิดผลสะท้อนของคาถา และเมื่อไหร่ที่ไม้กายสิทธิ์ที่แกนกลางทำมาจากสัตว์ตัวเดียวกัน อย่างเช่นไม้กายสิทธิ์ของแฮร์รี่และโวลเดอร์มอร์ที่ทำมาจากขนของฟอกช์เหมือนกัน หากไม้สองไม้ทำการสู้กันเองจะทำให้เกิดผลที่แปลกพิศดารมาก คือ ไม้กายสิทธิ์อันหนึ่งจะบังคับให้อีกอันคายคาถาที่เคยใช้ไปก่อนหน้านั้นออกมา ย้อนหลังขึ้นไปเรื่อยๆ

Q

Quietus (ไควเอตตัส) เป็นคาถาต่อเนื่องจากคาถา โซโนรัส โดยคาถานี้จะทำให้เสียงกลับไปเป็นปกติ

R

Reducio (เรดูซิโอ) เสกเพื่อทำให้สิ่งของที่ถูกขยายด้วยคาถา เอ็นกอร์จิโอ กลับมาอยู่ในสภาพปกติ
Reducto เสกให้สิ่งของแยกจากกันทำให้เกิดเป็นทาง
Repado ทำให้สิ่งของกลับคืนในสภาพดีเหมือนเดิม
Rictusempra (ริกตัสเซมปรา) เมื่อเสกจะมีแสงสีเงินพุ่งออกมาจากปลายไม้ หากพุ่งไปถูกร่างกายจะทำให้จุกจนตัวงอและหายใจหอบ
Riddickilus (ริคดิคูรัส) คาถาไล่บ็อกการ์ต คาถานี้ต้องการพลังจิตที่เข้มแข็งช่วยการจัดการกับบ็อกการต์ให้อยูหมัดก็คือเสียงหัวเราะ สิ่งที่ต้องทำก็คือพยายามบังคับให้มันอยู่ในร่างที่เห็นแล้วตลก

S

Scourgify ทำให้สิ่งที่เสกสะอาด
Serpensortia (เซอร์เฟนซอร์เทีย) เมื่อร่ายคาถานี้จะเกิดระเบิดขึ้นที่ปลายไม้ และจากนั้นจะมีงูตัวใหญ่พุ่งออกมาจากปลายไม้
Sonorus (โซโนรัส) ช่วยทำให้เสียงดังขึ้นจากปกติเหมือนพูดใส่ไมค์
Stupefy (สตูเปฟาย) คาถาสะกดนิ่ง เมื่อเสกจะเกิดละแสงสีแดงเพลิงพุ่งออกมาจากปลายไม้กายสิทธิ์ ทำให้ผู้ที่โดนคาถานี้สะกดนิ่งขยับไปไหนไม่ได้

T

Tarantallegra (ทารันทัลเลกร้า) ผู้ที่ถูกคาถานี้จะมีอาการเต้นอย่างบ้าคลั่งไม่หยุดโดยที่ไม่สามารถควบคุมได้

W

Waddiwasi (วาดดิวาซี่) คาถานี้จะทำให้ก้อนหมากฝรั่งพุ่งออกจากรูกุญแจด้วยความเร็ว
Wingadium Leviosa (วิงการ์เดียว เลวีโอซ่า) ทำให้สิ่งของลอยขึ้น แล้วอย่าลืม! ตอนเสกคาถาต้องโบกนิด สะบัดหน่อย

รูปท็องส์แบบชัดๆ

posted on 07 Apr 2007 19:09 by mugglemagic  in Information, Movie

Nymphadora Tonks - นิมฟาเดอร่า ท็องส์
เพศ - หญิง
เกิด - 1973
สีผม - หลายสี (สีชมพูหมากฝรั่ง, สีน้ำตาลเหมือนขนหนู)
สีตา - หลายสี (สีน้ำตาลเข้ม, สีธรรมชาติ)
สถานะ - เลือดผสม
ความจงรักภักดี - ภาคีนกฟินิกซ์
นักแสดง -Natalia Tena
ปรากฎตัวครั้งแรก -แฮร์รี่ พอตเตอร์กับภาคีนกฟินิกซ์

Natalia Tena:

Free Image Hosting at www.ImageShack.usFree Image Hosting at www.ImageShack.usFree Image Hosting at www.ImageShack.usFree Image Hosting at www.ImageShack.us

Free Image Hosting at www.ImageShack.usFree Image Hosting at www.ImageShack.usFree Image Hosting at www.ImageShack.usFree Image Hosting at www.ImageShack.us

Free Image Hosting at www.ImageShack.usFree Image Hosting at www.ImageShack.usFree Image Hosting at www.ImageShack.usFree Image Hosting at www.ImageShack.us

Mssrs. Moony, Wormtail, Padfoot, and Prongs - โดยส่วนตัว เรานึกว่าท็องส์จะสาวกว่านี้อ่ะ แล้วก็เปรี้ยวสะบัดกว่านี้ แต่ก็นะ.... ตอนเล่นหนัง อาจจะเหมือนท็องส์ในหนังสือก็ได้เนอะ

- ในบทที่สิบเก้า สิงห์ประจันงู หน้า 493 หนังสือบรรยายว่า ก่อนเริ่มการแข่งขันควิดดิชนัดแรกระหว่างบ้าน กริฟฟินดอร์กับบ้านสลิธีลิน แฮร์รี่รู้สึกว่าทัศนวิสัยในการแข่งครั้งนี้ดีเยี่ยมและไม่มีปัญหาเรื่องแสงแดดส่องเข้าตา แต่ในหน้าถัดมากลับบรรยายว่า "ทั้งทีมทีมลุกขึ้นยืน พาดไม้กวาดไว้บนบ่า แล้วเดินเรียงแถวกันออกมาจากห้องเปลี่ยนเสื้อผ้า เข้าไปสู่แสงแดดที่สว่างจนบาดตา"

- ในเล่มที่ผ่านๆมาได้กล่าวอย่างชัดเจนแล้วว่า นักเรียนปีสามขึ้นไปเท่านั้นที่สามารถจะไปเที่ยวหมู่บ้าน ฮอกมี้ดส์ได้ในช่วงวันหยุด แต่ในการประชุม ก.ด. ครั้งแรกที่ร้านหัวหมู "เดนนิส ครีฟวีย์" ซึ่งเป็นนักเรียนปีสอง กลับสามารถไปเข้าร่วมประชุมได้ (ใครที่ไม่เชื่อว่า เดนนิส เป็นนักเรียนชั้นปีที่สอง สามารถเปิดหนังสือเล่มสี่ หน้า 209 และ 210 ในตอนที่พี่ชายของเขาคอลิน ครีฟวีย์เรียกเดนนิสให้มองดูแฮร์รี่)

- หลังจากที่แฮร์รี่ลงจากรถไฟสายด่วนฮอกวอสต์ และกำลังจะขึ้นรถม้าต่อไปยังปราสาทนั้น เขาสามารถมองเห็นเธสตอลได้ และต่อมาภายในเล่ม เราก็ได้รู้ว่าผู้ที่สามารถจะเห็นมันได้นั้นต้องเคยเห็นความตายมาก่อน ซึ่งอันที่จริงแฮร์รี่เองนั้นก็เคยผ่านประสบการณ์นี้มาแล้วครั้งหนึ่ง ในตอนที่พ่อกับแม่ของเขาถูกฆ่าต่อหน้า ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เกิดก่อนเซดริกตาย ดังนั้นทำไมในปีก่อนหน้านั้น (ปีหนึ่ง สอง สาม และ สี่) แฮร์รี่ถึงไม่สามารถเห็นเธสตอลได้

คำชี้แจงจาก เจ.เค. : คุณจะไม่สามารถมองเห็นมันได้ เสียแต่ว่าภาพของความตายจะฝังรากลึกลงไปในจิตใจของคุณ

- จากบทที่สิบเจ็ด หน้า 755 ตอนที่มัลฟอยกำลังจะหักคะแนนจากกริฟฟินดอร์และฮัฟเฟิลพัฟ หลังจากที่ได้รับตำแหน่งเป็น "หน่วยสอบสวน" เออร์นี่ มักมิลลันซึ่งเป็นพรีเฟ็คของฮัฟเฟิลพัฟ กล่าวแย้งมัลฟอยว่า "มีแต่อาจารย์เท่านั้นที่จะหักคะแนนจากบ้านต่างๆได้ มัลฟอย" แต่ในหนังสือเล่ม 2 บทที่เก้า หน้า 193-194 ในจังหวะที่แฮร์รี่ รอน และเฮอร์ไมโอนี่ออกมาจากห้องน้ำของเมอร์เทิลจอมคร่ำครวญ เพอร์ซี่ในตอนนั้นเป็นพรีเฟ็คเดินตรวจมาพบและหักคะแนน 5 คะแนนจากกริฟฟินดอร์

- มีข้อผิดพลาดในการวาดรูปประจำบทที่สามสิบแปด สงครามครั้งที่สองเริ่มต้น -- นิมฟาดอร่า ท็องส์ สวมเสื้อ วง "The Weird Sisters" จากภาพ คุณจะไม่ได้เห็นคำทั้งหมดบนตัวเสื้อ แต่คุณจะเห็นเพียงแค่ "e r d" ซึ่งเป็นของคำว่า "weird" ตรงบรรทัดบน ซึ่งตกตัว i ไป

- จากบทที่หก หน้า 158 นายวีสลีย์ตอบแฮร์รี่ว่า "เขามาเมื่อคืนนี้ ตอนเธอขึ้นไปนอนแล้ว" "...ความคิดที่ว่าดัมเบิลดอร์มาที่บ้านหลังนี้คืนก่อนการพิจารณาคดีของเขา และไม่ขอพบแฮร์รี่นั้น ทำให้แฮร์รี่รู้สึกแย่ยิ่งกว่าเดิม ถ้านั่นจะเป็นไปได้" แต่ถ้าอ่านจับใจความดีๆจะรู้ว่า ดัมเบิลดอร์ไม่ได้มาก่อนคืนวันพิจารณาคดี แต่เป็นคืนวานซืนก่อนการพิจารณาคดีต่างหาก

คำอธิบายที่เป็นไปได้ : อาจจะเป็นไปได้ว่า ดัมเบิลดอร์มาหลังตอนเที่ยงคืนไปแล้ว ซึ่งจะถือว่าเป็นวันก่อนหน้าการพิจารณาคดี อีกทั้งเราทราบกันดีว่าในคืนที่กล่าวถึงนั้น ตัวแฮร์รี่เองก็นอนไม่ค่อยหลับและอาจจะหลับตอนเลยหลังเที่ยงคืนมาก็เป็นไปได้

- จากเล่มหนึ่ง แฮกริดเคยกล่าวไว้ว่า พ่อกับแม่ของแฮร์รี่ในอดีตนั้น เป็นหัวหน้านักเรียนชายหญิงที่เก่งที่สุดของฮอกวอสต์ที่เคยมีมา แต่ในเล่มห้า กลับกล่าวว่า เจมส์ พอตเตอร์ในอดีตไม่เคยเป็นพรีเฟ็ค

คำชี้แจงจาก เจ.เค. : คุณไม่จำเป็นต้องเป็นพรีเฟ็คหรอก ถึงจะได้เป็นหัวหน้านักเรียน

- ในหนังสือเล่มห้า บทที่เก้า ความทุกข์ใจของนางวีสลีย์ หน้า 206 จอรจ์กล่าวว่า "คนหนึ่งถูกไล่ออก อีกคนตาย อีกคนความจำหายไปหมด และอีกคนถูกขังไว้ในหีบตั้งเก้าเดือน" ทั้งหมดที่เขากล่าวมานั้นอ้างอิงถึง ควีเรลล์ซึ่งตาย, ล็อกฮารต์ผู้ซึ่งความทรงจำเสื่อมหาย, มู้ดดี้ผู้ซึ่งถูกขังไว้ในหีบ แต่ลูปินไม่ได้ถูกไล่ออกจามที่จอรจ์กล่าว เขาลาออกต่างหาก

- ขณะที่แฮร์รี่กำลังปรึกษากับศาสตราจารย์มักกอนนากัล เกี่ยวกับการแนะนำเรื่องอาชีพในอนาคตของเขาซึ่งเลือกที่จะเป็นมือปราบมาร ศาสตราจารย์กล่าวว่า "อันที่จริง ฉันไม่คิดว่ามีใครได้รับเลือกเข้าไปทำงานเลยในช่วงสามปีที่ผ่านมานี้" แต่ในตอนต้นๆของเรื่อง (หน้า 77) ท็องส์เคยกล่าวไว้ว่า "...ฉันเพิ่งสอบผ่านได้เป็นเมื่อปีที่แล้วเอง"

คำอธิบายที่เป็นไปได้ : ศาสตราจารย์มักกอนนากัลคงจะไม่ได้หมายความว่าไม่มีใครจบเป็นมือปราบ - มารมาเลยในช่วงสามปี แต่น่าจะหมายความว่าไม่มีใครถูกคัดเลือกให้เข้ารับการฝึกฝนก่อนการเป็นมือ ปราบมารเลยในสามปีที่ผ่านมามากกว่า เพราะศาสตราจารย์มักกอนนากัลกล่าวต่อหลังจากนั้นว่าการ เข้าฝึกเป็นมือปราบมารนั้นต้องใช้เวลาอีกสามปี ซึ่งสรุปได้ว่าท็องส์นั้นเข้ารับการฝึกฝนเป็นมือปราบมารสี่ปีมาแล้ว

- ในบทที่ยี่สิบแปด หน้า 756 มัลฟอยในฐานะเป็น "หน่วยสอบสวน" ได้หักคะแนนจากรอนผู้ซึ่งไม่ได้ยัดเสื้อเข้าใส่ในกางเกง แต่ในช่วงนั้นพวกเขากำลังอยู่ในเวลาก่อนเข้าชั้นเรียน ดั้งนั้นรอนน่าจะใส่เสื้อคลุม ไม่ใช่เสื้อเชิ้ต

คำอธิบายที่เป็นไปได้ : มัลฟอยคงจะหมายถึง เสื้อเชิ้ตที่อยู่ข้างในเสื้อคลุมอีกที

- ในหนังสือ ฉบับ UKหน้า และ U.S. พิมพ์ครั้งแรก บทที่ 9 ความทุกข์ใจของนางวีสลีย์ (U.K. หน้า 151 และ ของ U.S.หน้า 166) ตรงวรรคที่ว่า "He pretended to be rummaging for something while Hermione crossed to the wardrobe and called Hedwig down. A few moments passed; Harry heard the door close but remained bent double, listening...He straightened up and looked behind him. Hermione and Hedwig had gone. Harry hurried across the room, closed the door..." ความจริงแล้วประตูมันน่าจะปิดตั้งแต่เฮอร์ไมโอนี่ออกไปแล้ว เพราะแฮร์รี่ได้ยินเสียงประตูปิด (ในฉบับภาษาไทยได้รับการแก้ไขให้ถูกต้องแล้ว)

- ในบทที่ยี่สิบสาม หน้า 612 แฮร์รี่กล่าวว่า"ด็อบบี้ทำได้ มันทิ้งบ้านของมัลฟอยมาเตือนผมเมื่อสองปีก่อนครับ มันต้องลงโทษตัวเองหลังจากนั้น แต่มันทำได้" แต่อย่าลืมว่าในตอนที่เขาพูดนี้ คือ เล่ม 5 ซึ่งเขาเล่าย้อนถึงเหตุการณ์ในหนังสือเล่มสอง ดังนั้นไม่ควรจะเป็นสองปี แต่ควรจะเป็นสามปีมากกว่า

- ในเล่มสาม หลังจากที่เนวิลล์ทำกระดาษจดรหัสผ่านเข้าหอกริฟฟินส์ดอร์หายและซีเรียสเก็บได้ ทำให้ตัวเขานั้นถูกลงโทษ โดยการไม่ให้ไปเทียวหมู่บ้านฮอกมีสด์ในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ แต่ในเล่มห้า บทที่สิบหก หน้า 416 เราพบเนวิลล์ในการประชุม ก.ด. ครั้งแรกที่ร้านหัวหมู

คำอธิบายที่เป็นไปได้ : เนวิลล์อาจจะถูกห้ามไม่ให้ไปแค่ในปีนั้น

- เรารู้จากเล่มห้าว่า นักเรียนชั้นปีที่ห้าได้รับอนุญาตให้ออกมาที่ระเบียงทางเดินได้ จนกระทั่งสามทุ่มตรง แต่ถัดมาในหน้า 135 ในตอนที่อัมบริดจ์กำลังจะมายังห้องต้องประสงค์ "แฮร์รี่ได้ยินเสียงพวกเขาวิ่งห้อไปตามระเบียงทางเดิน และหวังว่าทุกคนคงมีสติพอที่จะไม่พยายามตรงดิ่งกลับไปที่หอนอนทันที นี่แค่สองทุ่มห้าสิบนาทีเท่านั้น ถ้าพวกเขาไปหลบซ่อนที่ห้องสมุดหรือโรงนกฮูก ทั้งสองที่นี้อยู่ใกล้กว่า " แต่อย่าลืมว่า สมาชิก ก.ด. นั้นไม่ได้อยู่ปีห้าทุกคน เช่น ลูน่า เลิฟกู๊ด, จินนี่ วีสลีย์ และคนอื่นๆซึ่งไม่ได้รับอนุญาตให้ออกมาเดินตามระเบียงตามเวลาดังกล่าว จะต้องรีบตรงกลับไปยังหอนอนทันที

- ในบทที่สิบเอ็ด บทเพลงใหม่ของหมวกคัดสรร เนื้อเพลงตอนที่หมวกร้องว่า...

"สลิธีรินคัดสรรแต่เลือดสะอาด
มีเล่ห์เหลี่ยมเปรื่องปราดกว่าสหาย
พวกนักเรียนเหล่านี้ล้วนละม้าย
คลึงคล้ายอาจารย์ชายผู้สอนตน"

แต่ในความเป็นจริงแล้วลอรด์ โวลเดอมอร์ หรือ ทอม มาร์โวโล่ ริด เดิล นั้นเป็นลูกที่เกิดมาจากพ่อซึ่ง เป็นมักเกิลกับแม่ซึ่งเป็นแม่มด ดังนั้นโวลเดอมอร์จึงไม่ใช่พ่อมดเลือดบริสุทธิ์ตามคุณสมบัติที่กล่าวมาของสลิธีริน

คำอธิบายที่เป็นไปได้ : ในบทเพลงนั้น คำว่า "คัดสรร" ผู้แต่งใช้คำว่า "took" ซึ่งตามหลักไวยากรณ์อังกฤษจะเป็น Past Tense ซึ่งมีหมายความเป็น อดีต แสดงว่าบ้านนี้เคยคัดเลือกแต่นักเรียนเลือดบริสุทธิ์ แต่ในเวลาต่อมาเมื่อพวกเลือดบริสุทธิ์ลดน้อยลงและพวกเลือดผสมมีมากขึ้น สลิธีรินคงจะยอมคัดเลือกนักเรียนผู้ซึ่งเป็นเลือดผสมเข้ามา เช่น ทอม ริดเดิล ก็เป็นไปได้

- ในบทที่หก หน้า 155 ย่อหน้าล่างสุด "สเนปอาจจะพูดถึงงานของพวกเขาว่า 'การทำความสะอาดบ้าน' แต่แฮร์รี่คิดว่าที่จริงพวกเขากำลังทำสงครามกับบ้านอยู่แท้ๆ..." มันควรจะเป็นซีเรียสไม่ใช่หรือที่เป็นคนพูด?

คำอธิบายที่เป็นไปได้ : ในบทที่ห้า หน้า 114 ซีเรียสกล่าวว่า "ฟังรายงานของเสนป ต้องทนฟังคำถากถางเป็นนัยๆว่าเขาอยู่ข้างนอกเสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย ในขณะที่ฉันนั่งทับก้นอยู่ที่นี่มีชีวิตแสนสะดวกสบาย แล้วก็ถามฉันว่าทำความสะอาดไปถึงไหนแล้ว"

- มีการพิมพ์ผิดซึ่งพบเฉพาะในหนังสือฉบับ U.K.พิมพ์ครั้งแรก หน้า 480 ในตอนที่แฮร์รี่กำลังอ่านข่าวจากเดลี่ พรอเฟ็ตเกี่ยวกับเหล่าพ่อมดที่แหกคุกอัซคาบันออกมา มีชื่อของ Algernon Rookwood ซึ่งหนังสือบรรยายว่า มีความผิดฐานเปิดเผยความลับของกระทรวงเวทย์มนต์ ให้แก่คนที่ไม่ควรเอ่ยนาม แต่จากเล่ม 4 หนังสือบรรยายไว้ว่า "Rookwood? said Crouch, nodding to a witch sitting in front of him, who began scribbling upon her piece of parchment. Augustus Rookwood of the Department of Mysteries?"

- จากบทที่ยี่สิบเจ็ด หน้า 742" "โอ้โฮ" ฟัดจ์ร้อง โยกตัวขึ้นลงบนปลายเท้าอีกแล้ว "ใช่แล้ว มาฟังกันซิ เรื่องโกหกเอาตัวรอดล่าสุดที่แต่งเพื่อฉุดพอตเตอร์ออกจากหล่ม! เอาเลย พูดเลย ดัมเบิลดอร์ พูดสิ วิลลี่ วิดเดอร์ชินส์โกหกใช่ไหมล่ะ หรือว่าที่ร้านหัวหมูวันนั้นคือเด็กแฝดที่เหมือนกันเปี๊ยบของพอตเตอร์ หรือว่ามีคำอธิบายที่แสนธรรมดาเกี่ยวกับการย้อนเวลา คนตายกลับฟื้น แล้วก็ผู้คุมวิญญาณสองตนที่ไม่มีใครเห็นได้"" ฟัดจ์ไม่เคยรู้มาก่อนว่า แฮร์รี่กับเฮอร์ไมโอนี่ได้ใช้เครื่องย้อนเวลากลับไปช่วยซีเรียสและบัคบีค

- ถ้าเจ.เค. ชี้แจงว่า "คุณจะไม่สามารถมองเห็นมันได้ จนกว่าภาพของความตายจะฝังรากลึกลงในจิตใจของคุณ" แต่ทำไมในตอนปลายเล่ม 4 หน้า 818 กับ 819 กลับบรรยายว่า "เฮอร์ไมโอนี่เบือนหน้าไปยิ้มให้กับรถม้าวิเศษ ซึ่งบัดนี้กำลังเคลื่อนขึ้นมาตามถนนทางเข้าและตรงมาหาพวกเขา..." แสดงว่าทั้งสามต้องเห็นรถม้า แล้วทำไมแฮร์รี่ถึงไม่สังเกตเห็นเทรสตอลล่ะ

- ในการสอบ ว.พ.ร.ส. ภาคปฏิบัติ หน้า 860 "...อย่างน้อยเขาก็สามารถเสกอิกัวนาให้หายไปได้ทั้งตัว ในขณะที่แฮนนาห์ อับบอตผู้น่าสงสารที่อยู่โต๊ะข้างๆเกิดเสียขวัญขึ้นมาเต็มที่ และทำอย่างไรไม่รู้เพิ่มจำนวนตัวเฟเร็ตขึ้นกลายเป็นฝูงนกฟลามิงโกไปเลย..." ความจริงแล้วตามธรรมเนียมของชาวอังกฤษจะขานชื่อเรียงตามตัวอักษรข้างหลัง แล้วทำไม อับบอต กับ พอตเตอร์ ถึงมาอยู่ใกล้กันได้ละ

- อย่างที่พวกเราได้ทราบจากเล่มก่อนๆว่า ว.พ.ร.ส. (วิชาพ่อมดระดับสามัญ) จะสอบในช่วงชั้นปีที่ห้า ส่วน ส.พ.บ.ส. (การสอบวัดความรู้พ่อมดเบ็ดเสร็จ) จะสอบในช่วงชั้นปี 7 แต่จากหน้า 283 รอนกล่าวว่า "ต้องยากแน่ละจริงไหม ว.พ.ร.ส. น่ะสำคัญมากนะ จะมีผลต่องานต่างๆที่นายจะสมัครได้แล้วก็ทุกอย่างเลย เราจะได้คำแนะนำเรื่องอาชีพด้วย ปลายๆปีนี้แหละ บิลบอกฉันน่ะ เราจะได้เลือกได้ว่าต้องลงวิชา ส.พ.บ.ส. อะไรบ้างในปีหน้า" แต่ในปีหน้าพวกเขาจะขึ้นปีหกที่ฮอกวอสต์ ไม่ใช่ปีเจ็ด ดังนั้นพวกเขาไม่สามารถที่จะเลือกลงสอบ ส.พ.บ.ส. ได้

คำอธิบายที่เป็นไปได้ : น่าจะหมายความว่าแฮร์รี่ เฮอร์ไมโอนี่ รอนเลือกลงเรียนเพื่อเตรียมความพร้อมในวิชาที่จะนำไปสอบใน ส.พ.บ.ส. แต่ไม่ใช่เลือกที่จะไปสอบ

- ในวันต่อมา หลังจากที่ดัมเบิลดอร์หนีไป ทั่วทั้งโรงเรียนรู้กันทั่วว่าดัมเบิลดอร์เอาชนะมือปราบมารสองคน เจ้าพนักงานสอบสวนใหญ่ รัฐมนตรีกระทรวงเวทย์มนต์และรองผู้ช่วยของเขา ได้อย่างไร แต่ความเป็นจริงแล้ว เพอร์ซี่ วีสลีย์ได้ออกจากห้องทำงานของดัมเบิลดอร์ไปก่อนหน้านั้น เพื่อที่จะส่งนกฮูกถึงเดลี่พรอเฟ็ต ดังนั้นไม่ควรจะมี รองผู้ช่วย ร่วมอยู่ด้วย

คำอธิบายที่เป็นไปได้ : มันเป็นเพียงแค่ข่าวลือเพราะคนภายนอกไม่มีใครเห็นเหตุการณ์นั้น ดังนั้นข่าวลือย่อมเป็นข่าวลือซึ่งถูกเปลี่ยนไปเรื่อยๆ

- รูปแฮร์รี่บนปกฉบับ U.S. และของประเทศไทย กำลังถือไม้กายสิทธิ์ในมือซ้าย แต่ความเป็นจริงแล้ว แฮร์รี่เป็นคนถนัดมือขวา

- ในการสอบดาราศาสตร์ภาคปฏิบัติ แฮร์รี่ได้ลงตำแหน่งดาวไถบนแผนที่ของเขา ในความเป็นจริงตามเส้นรุ้ง (ละติจูด) ของประเทศอังกฤษ กลุ่มดาวไถจะปรากฏเฉพาะช่วงระหว่างเดือนพฤศจิกาคมถึงเดือนมีนาคม แต่ในช่วงที่กำลังสอบนั้นอยู่ในเดือนมิถุนายน

- จากบทที่เจ็ด หมวกคัดสรร ในหนังสือเล่มแรก "เพริกส์ แชลลี่ แอน" ถูกคัดสรรเข้าบ้านก่อนหน้าแฮร์รี่ แต่ทำไมในเล่มห้าหน้า 859 เรากลับไม่พบเจอถูกเรียกตัวให้ไปสอบ ว.พ.ร.ส.

คำอธิบายที่เป็นไปได้ : เธออาจจะลาออกจากโรงเรียนไปก่อนหน้านั้นในหนังสือเล่ม 1 5

- จากบทที่ห้า ภาคีนกฟีนิกซ์ ย่อหน้าที่ห้า" "แล้วตานี้นะ" มันดังกัสเล่าพลางสำลัก น้ำตาลงมาอาบแก้ม "แล้ว ตานี้นะ ถ้าพวกเธอเชื่อละก็ เค้าก็พูดกะชั้น เค้าพูดว่า 'นี่ดังแกไปเอาไอ้คางคกนี่มาจากไหนกันวะ เพราะว่าไอ้เปรตลูกบลัดเจอร์คนหนึ่งมันมาขโมยของฉันไปหมดเลย' แล้วชั้นก็บอกว่า 'ขโมยคางคกแกไปหมดเลยเรอะ วิล อ้าว ยังงี้จะทำยังไงล่ะ แบบนี้แกก็ต้องการเพิ่มอีกน่ะสิ ช่ายหมายล่า' แล้วถ้าพวกเธอเชื่อชั้นนะ หนุ่มๆไอ้โง่หน้าตาพิลึกกึกกือนั่นซื้อคางคกทั้งหมดของเค้าจากชั้นกลับไปอีก จ่ายเงินให้มากกว่าที่ให้ชั้นหนแรกอีกนะ " แต่ในอีกสองวรรคถัดลงมา มันดังกัสกล่าวว่า "แต่คุณรู้ไหม วิลน่ะขโมยคางคกมาจากเจ้าหูดแฮรีสนะอีทีแรกนี่ เพราะยังงั้นผมก็ไม่ได้ทำอะไรผิดซักหน่อย" ดังนั้นแล้วทำไมมันดังกัสถึงกล่าวว่าวิลถึงซื้อคางคกจากเขาถึงสองครั้ง (หนแรกมากกว่าหนที่สอง) ทั้งๆที่ในครั้งแรกวิลขโมยมันมา

- ในบทแรกของเล่มห้า แฮร์รี่ได้ยินเสียงอะไรบางอย่างแตกดังเปรี้ยง ก้องสนั่นทำลายความเงียบชวนสงัดชวนง่วงเหมือนเสียงปืน ซึ่งต่อมาทราบว่าเป็นเสียงจากการหายตัวของมันดังกัส เช่นเดียวกับตอนที่เฟร็ดกับจอรจ์หายตัวไปยังห้องของแฮร์รี่ในกริมโมลด์เพลซ ก็เป็นเสียงดัง 'เปรี้ยง' แต่ในหนังสือเล่มก่อนๆ บรรยายว่าเวลาใครหายตัวจะเป็นเสียงดัง 'ป็อบ'

- ในหนังสือฉบับพิมพ์ของ U.K. หน้า 593 ย่อหน้าที่ 2 นับจากท้าย "Students were standing all around the walls in a great ring (some of them, Harry noticed, covered in a substance that looked very like Stinksap); teachers and ghosts were also in the crowd." พิมพ์ตกคำว่า 'much' ไป

- จากหน้า 625 ฉบับพิมพ์ U.K. ตรงย่อหน้าแรกบรรยายว่า "You will sit the theory papers in the mornings and the practice in the afternoons." คำว่า 'practice' ควรจะเป็น 'practical'

- จากหน้า 709 ฉบับพิมพ์ U.K. ตรงย่อหน้าที่สี่ บรรยายว่า "Harry flung the prophecy across the floor, Neville span himself around on his back and scooped the ball to his chest. Malfoy pointed the wand instead at Neville, but Harry jabbed his own wand back over his shoulder and yelled, 'Impedimenta!'" มันควรจะเป็น "Neville spun himself" แทน "Neville span himself."

- ในฉบับพิมพ์ U.S. เล่มห้า หน้า 386 ในตอนที่ด็อบบี้กำลังบอกแฮร์รี่เกี่ยวกับห้องต้องประสงค์ เอลฟ์พูดว่า "it is a room that a person can only enter." However, later on in the same paragraph Dobby says that "when Winky has been very drunk; he has hidden her in the Room of Requirement and he has found antidotes to butterbeer there, and a nice elf-sized bed to settle her on while she sleeps it off, sir... and Dobby knows Mr Filch has found extra cleaning materials there when he has run short sir, and-". ถ้าเป็นไปตามที่ด็อบบี้พูดคือ "a person can only entered"ซึ่งตามหลักไวยากรณ์อังกฤษแปลเป็นภาษาไทยนั้นคือ "คนๆเดียว เท่านั้นที่สามารถเข้าใช้มันได้" แล้วทำไมด็อบบี้ถึงใช้ห้องนั้นได้กับตัวเขาเองและวิงกี้พร้อมกันละ รวมถึงทำไมสามชิก ก.ด. ถึงใช้ห้องนี้พร้อมกันได้

- ในบทที่ยี่สิบเจ็ด หน้า 744 ในตอนที่ศาสตราจารย์มักกอนากัลเถียงศาสตราจารย์อัมบริดจ์ว่า "นี่ ปกติถ้าคนสั่นหัวน่ะ พวกเขาก็หมายความว่า 'ไม่' นะ ยกเว้นแต่ว่ามิสเอจคอมป์จะใช้ภาษาสัญญาณแบบที่ยังไม่รู้จักกันในหมู่มนุษย์ - -" จริงๆแล้ว ในบางประเทศ เช่น บัลแกเลีย เวลาที่คุณสั่นศีรษะจะหมายถึง "ใช่" และ จะผงกศรีษะเมื่อคุณแสดงเจตนาว่า "ไม่"

- ในบทที่สิบห้า หน้า 404 ในตอนที่เฮอร์ไมโอนี่ชวนให้แฮร์รี่ตั้งชมรมป้องกันตัวจากศาสตร์มืด "เธอไม่เห็นหรือ นี่...นี่แหละคือสาเหตุว่าทำไมเราถึงต้องการเธอ... เราต้องการรู้จริงๆแล้วมันเป็นอย่างไร... ที่ต้องเผชิญหน้ากับเขา...เผชิญหน้ากับโว...โวลเดอมอร์" หนังสือบรรยายว่านี่เป็นครั้งแรกที่เธอเอ่ยชื่อโวลเดอมอร์ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ในภาพยนตร์ภาคแรก เฮอร์ไมโอนี่เคยขานชื่อ โวลเดอมอร์ออกมาแล้ว หลังจากที่ทั้งสามกลับมาจากป่าต้องห้ามและนั่งอยู่ในห้องนั่งเล่นรวม

- หนังสือเล่มห้า หน้า 60 บรรยายถึงสภาพหน้าบ้านกริมโมลด์เพลซไว้ว่า"แฮร์รี่เดินขึ้นบันไดหินที่เก่าจนสึก จ้องมองไปที่ประตูซึ่งเพิ่งปรากฏขึ้นมา สีดำที่ทาประตูนั้นดูโทรมและมีรอยขีดข่วน ที่เคาะประตูเงินเป็นรูปงูบิดตัว ไม่มีรูกุญแจและช่องรับจดหมาย" แต่มันแสดงไว้อย่างชัดเจนตรงรูปปกด้านในเล่มว่าตรงประตูมีรูกุญแจอยู่

โรงเรียนคาถาพ่อมดแม่มดและเวทมนตร์ศาสตร์ฮอกวอตส์ (Hogwarts School of Witchcraft and Wizardry) หรือรู้จักกันในชื่อ ฮอกวอตส์ เป็นโรงเรียนวิชาเวทมนตร์สมมติในนิยายและภาพยนตร์ชุดแฮร์รี่ พอตเตอร์

ชื่อ: โรงเรียนคาถาพ่อมดแม่มดและเวทมนตร์ศาสตร์ฮอกวอตส์
อังกฤษ: Hogwarts School of Witchcraft and Wizardry
ก่อตั้ง: ประมาณค.ศ. 1000
ประเภทโรงเรียน: โรงเรียนเวทมนตร์
อาจารย์ใหญ่: อัลบัส ดัมเบิลดอร์
คำขวัญ: Draco dormiens nunquam titillandus (อย่าแหย่มังกรหลับ)
ที่อยู่: สกอตแลนด์ สหราชอาณาจักร

ตามท้องเรื่องนั้น ในสหราชอาณาจักรดูเหมือนจะมีโรงเรียนสอนเวทมนตร์เพียงแห่งเดียวคือฮอกวอตส์ สถานะของโรงเรียนนั้นไม่ได้บรรยายไว้เด่นชัดนัก แต่ฮอกวอตส์เป็นโรงเรียนประจำในระดับชั้นมัธยม โดยนักเรียนมีอายุระหว่าง 11-18 ปี มีการสอบไล่ปีละหนึ่งครั้ง และมีการสอบวัดความสามารถเมื่อจบชั้นปีที่ห้าและเจ็ด จำนวนนักเรียนของฮอกวอตส์นั้นไม่ระบุเช่นกัน แต่ เจ. เค. โรว์ลิ่ง ผู้แต่งได้ประมาณการว่าน่าจะรับเด็กใหม่ปีละประมาณ 280 คน

ทุกๆปี ปากกาวิเศษจะบันทึก รายชื่อและที่อยู่ของนักเรียนที่มีแววทางเวทมนตร์ จากทั่วสหราชอาณาจักร และจดหมายนกฮูกจะถูกส่งไปชนิดไม่ถึงมือไม่ยอมหยุด ครั้งแรกในห้องโถงใหญ่ นักเรียนใหม่ชั้นปี 1 จะถูกคัดสรรโดย หมวกคัดสรร ให้ประจำอยู่แต่ละบ้าน ตามอุปนิสัย ความสามารถ และทัศนคติ ได้แก่ กริฟฟินดอร์, เรเวนคลอ, ฮัฟเฟิลพัฟ, สลิธีริน

ในหนังสือ แฮร์รี่ พอตเตอร์กับถ้วยอัคนี ได้ระบุว่ามีโรงเรียนเวทมนตร์แห่งอื่นๆ อีก ได้แก่ โบซ์บาตงซ์ซึ่งอยู่ในฝรั่งเศส เดิร์มสแตรงก์ในยุโรปตะวันออก นอกจากนี้ยังเอ่ยถึงชื่อโรงเรียนซาเล็ม และโรงเรียนที่ไม่ระบุชื่อในบราซิล

ประวัติ

Free Image Hosting at www.ImageShack.us

ยุคเริ่มต้น

ฮอกวอตส์ก่อตั้งขึ้นประมาณหนึ่งพันปีมาแล้ว โดยพ่อมดและแม่มดที่ยิ่งใหญ่มากในยุคนั้นสี่คน ก็อดดริก กริฟฟินดอร์, เฮลก้า ฮัฟเฟิลพัฟ, โรวีน่า เรเวนคลอ และซัลลาซาร์ สลิธีริน โดยในยุคแรกทั้งสี่เป็นผู้ฝึกสอนนักเรียนด้วยตนเอง เมื่อเวลาผ่านไปก็มีจำนวนนักเรียนมากขึ้นเรื่อยๆ หลังจากนั้นก็เริ่มมีความขัดแย้งเกิดขึ้น จากการที่ซัลลาซาร์ สลิธีรินต้องการรับเฉพาะเด็กที่มีสายเลือดบริสุทธ์ (คนที่เกิดจากครอบครัวที่มีสมาชิกเป็นผู้ใช้เวทมนตร์ทั้งหมด) เพราะไม่เชื่อถือในเด็กเลือดผสมและเด็กที่เกิดจากมักเกิ้ล แต่ผู้ร่วมก่อตั้งคนอื่นไม่เห็นด้วย สลิธีรินจึงได้สร้างห้องแห่งความลับและจากโรงเรียนไป เชื่อกันว่าเมื่อมีทายาทของสลิธีรินมาที่โรงเรียน เขาจะเปิดห้องแห่งความลับและปล่อยบาซิลิสก์ออกมาเพื่อ "กวาดล้างพวกที่ไม่มีค่าพอจะเล่าเรียนเวทมนตร์คาถาให้หมดไปจากโรงเรียน" ทายาทของสลิธิรินที่ได้มาเปิดห้องแห่งความลับเท่าที่ทราบมีเพียงคนเดียวคือ ทอม ริดเดิ้ล (ซึ่งต่อมาคือลอร์ดโวลเดอมอร์)

ยุคกลาง

ไม่มีข้อมูลในหนังสือมากนักที่ระบุถึงประวัติศาสตร์ของฮอกวอตส์หลังจากการก่อตั้ง จนกระทั่งถึงราวห้าสิบปีก่อนการเข้าเรียนของแฮร์รี่ พอตเตอร์

หลังจากก่อตั้งโรงเรียนได้ราวสามร้อยปี ได้เริ่มการประลองเวทย์ไตรภาคี กับโรงเรียนเวทมนตร์ที่มีชื่อเสียงของยุโรปอีกสองแห่งคือ เดิร์มแสตรง และโบซ์บาตง การแข่งขันนี้ดำเนินไปเป็นเวลาหกศตวรรษ ก่อนจะหยุดไปเพราะยอดการเสียชีวิตที่สูง และเริ่มอีกครั้งในปีพ.ศ. 2537 ในแฮร์รี่ พอตเตอร์กับถ้วยอัคนี

ยุคใหม่

ฮอกวอตส์เสี่ยงต่อการถูกปิดถึงสองครั้ง ครั้งแรกในปีพ.ศ. 2485 เมื่อทอม ริดเดิ้ล ทายาทของสลิธีริน เปิดห้องแห่งความลับเมื่อเขาอยู่ปีห้า มีผู้เสียชีวิตหนึ่งคนเป็นเด็กผู้หญิงชื่อเมอร์เทิล กระทรวงเวทมนตร์ขู่ที่จะปิดฮอกวอตส์ เนื่องจากริดเดิ้ล ซึ่งอาศัยอยู่ในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าของมักเกิ้ล ไม่ต้องการให้ฮอกวอตส์ถูกปิด เขาจึงโยนความผิดให้รูเบอัส แฮกริด ทำให้แฮกริดถูกไล่ออก

เมื่อแฮร์รี่อยู่ปีสอง ห้องแห่งความลับถูกเปิดอีกครั้งโดยจินนี่ วีสลีย์ ภายใต้อิทธิพลของไดอารี่ของริดเดิ้ล (หนึ่งในฮอร์ครักซ์ของโวลเดอมอร์) ความทรงจำของริดเดิ้ลควบคุมจินนี่ผ่านไดอารี่ และเปิดห้องแห่งความลับขึ้นเป็นครั้งที่สอง จินนี่ได้ไดอารี่ของริดเดิ้ลจากการที่ลูเซียส มัลฟอยแอบสอดไดอารี่ไว้ในหนังสือเรียนของเธอ โดยหวังว่าเธอจะถูกจับได้และกระทบไปถึงอาเธอร์ วีสลีย์ พ่อของเธอ รวมถึงกำจัดนักเรียนที่ไม่ใช่เลือดบริสุทธ์ให้หมดไปจากโรงเรียน อย่างไรก็ตาม แฮร์รี่ พอตเตอร์ค้นพบความจริง ทำลายไดอารี่และบาสิลิสก์ในห้องแห่งความลับ

ในปีที่สี่ของแฮร์รี่ การประลองเวทย์ไตรภาคีได้จัดขึ้นอีกครั้ง บาร์ตี้ เคราช์ จูเนียร์ ปลอมตัวเข้ามาเป็นอลาสเตอร์ มูดดี้ และใส่ชื่อของแฮร์รี่ในถ้วยอัคนีในฐานะโรงเรียนที่สี่ซึ่งไม่มีอยู่จริง เคราช์ช่วยเหลือแฮร์รี่ตลอดการแข่งขัน เพื่อให้แฮร์รี่ชนะ โดยเฉพาะในภารกิจสุดท้ายซึ่งเคราช์เปลี่ยนถ้วยไตรภาคีเป็นกุญแจนำทางสู่ลอร์ดโวลเดอมอร์ แฮร์รี่รอดมาได้ แต่โวลเดอมอร์สามารถคืนชีพเป็นผลสำเร็จจากเลือดของแฮร์รี่ รวมถึงทำลายเกราะป้องกันของแฮร์รี่บางอย่างด้วย

ในปีที่ห้าของแฮร์รี่ กระทรวงเวทมนตร์พยายามแทรกแทรงฮอกวอตส์ผ่าน "กฤษฎีกาการศึกษา" หลายฉบับ โดยส่งโดโลเรส อัมบริดจ์เข้ามาเป็นอาจารย์วิชาการป้องกันตัวจากศาสตร์มืด เธอค่อยๆควบคุมฮอกวอตส์ผ่านกฤษฎีกาหลายฉบับ และเข้าแทนตำแหน่งอาจารย์ใหญ่ในเวลาต่อมา หลังจากที่ถูกทำร้ายโดยเซนทอร์ในป่าต้องห้าม และคอร์ลิเนียส ฟัดจ์จำเป็นต้องยอมรับการคืนชีพของโวลเดอมอร์ อัมบริดจ์ถูกถอดออกจากโรงเรียน

ในตอนท้ายปีที่หกของแฮร์รี่ อาจารย์ใหญ่อัลบัส ดัมเบิลดอร์ถูกสังหารโดยเซเวอรัส สเนป อาจารย์วิชาปรุงยา มิเนอร์วา มักกอนนากัล ดำรงตำแหน่งรักษาการอาจารย์ใหญ่ ยังคงไม่มีบทสรุปว่าฮอกวอตส์จะยังคงเปิดต่อไปหรือไม่ แต่จากคำพูดของเจ. เค. โรวลิ่ง ที่ว่าเพื่อนร่วมชั้นคนหนึ่งของแฮร์รี่จะกลายมาเป็นอาจารย์ฮอกวอตส์ก็สามารถอนุมานได้ว่าฮอกวอตส์จะยังคงเปิดต่อไป หรือจะมีการเปิดขึ้นใหม่ หากมีการปิดโรงเรียน

อาจารย์ปัจจุบัน

วิชาสมุนไพรศาสตร์ : โพโมนา สเปราต์
วิชาปรุงยา : ฮอเรซ ซลักฮอร์น
วิชาแปลงร่าง : ว่าง
วิชาคาถา : ฟิเลียส ฟลิตวิก
วิชาการป้องกันตัวจากศาสตร์มืด : ว่าง
วิชาประวัติศาสตร์เวทมนตร์ : ศาสตราจารย์บินส์
วิชาดาราศาสตร์ : ศาสตราจารย์ซินิสตร้า
วิชามักเกิ้ลศึกษา : ไม่ทราบ
วิชาการดูแลสัตว์วิเศษ : รูเบอัส แฮกริด
วิชาพยากรณ์ศาสตร์ : ซีบิลล์ ทรีลอว์นีย์ และฟีเรนซี (แบ่งชั้นสอน)
วิชาอักษรรูนโบราณ : ไม่ระบุ
วิชาตัวเลขมหัศจรรย์ : ศาสตราจารย์เวกเตอร์

อาจารย์ในอดีต

วิชาการดูแลสัตว์วิเศษ
- ศาสตราจารย์เคทเทิลเบิร์น

วิชาแปลงร่าง
- มิเนอร์วา มักกอนนากัล (ปัจจุบันเป็นอาจารย์ใหญ่)

วิชาปรุงยา
- เซเวอรัส สเนป (ไปสอนการป้องกันตัวจากศาสตร์มืด)

วิชาการป้องกันตัวจากศาสตร์มืด
- เซเวอรัส สเนป
- โดโลเรส อัมบริดจ์
- อลาสเตอร์ "แม้ด อาย" มูดดี้
- รีมัส ลูปิน
- กิลเดอรอย ล็อกฮาร์ต
- ควิรินัส ควีเรลล์
- กาลาเตีย เมอร์รี่ธ็อต

อาจารย์ใหญ่

- มิเนอร์วา มักกอนนากัล
- โดโลเรส อัมบริดจ์
- อัลบัส ดัมเบิลดอร์
- อาร์มันโด ดิพพิต
- ฟินิแอส ไนเจลลัส แบล็ก
- ดิลิส เดอร์เวนต์
- ศาสตราจารย์เอเวอราด
- ศาสตราจารย์ฟอเตสคิว

บุคลากรอื่นๆ

- อาร์กัส ฟิลช์ : ภารโรง
- วิลเฮมมินา กรับบลีแพลงค์ : อาจารย์วิชาการดูแลสัตว์วิเศษ (สำรอง)
- รูเบอัส แฮกริด : ผู้รักษากุญแจและคนดูแลสัตว์
- มาดามฮูช : อาจารย์วิชาการบินและกรรมการควิดดิช
- อ็อก : ผู้รักษากุญแจและคนดูแลสัตว์ (เกษียณแล้ว)
- เออร์มา พินซ์ : บรรณารักษ์
- ป็อปปี้ พ็อมฟรีย์ : พยาบาล
- เซเวอรัส สเนป : กรรมการควิดดิช (สำรอง)
- อะพอลเลียน พริงเกิล : ภารโรง (เกษียณแล้ว)
- วิลกี้ ทไวน์ครอส : อาจารย์สอนการหายตัว

ฮอกวอตส์: ชั้นเรียน

posted on 08 Apr 2007 13:09 by mugglemagic  in Book, Information, Movie

วิชาตัวเลขมหัศจรรย์
นักเรียนเพียงจำนวนหนึ่งเลือกวิชาสายนี้ ทำไมน่ะหรือ? วิชาตัวเลขมหัศจรรย์ได้รับความเห็นว่าเป็นวิชาที่ยุ่งยากและน่าเบื่อมาก พวกที่ตัดสินใจว่าตัวเองนั้น 'ฉลาดหลักแหลม' มักจะเป็นคนที่สมัครใจพอจะท้าทายและนั่งฟังบทเรียนแสนน่าเบื่อต่างๆ ของศาสตราจารย์เวคเตอร์ไป

วิชาดูแลสัตว์วิเศษ
อันตรายงั้นหรือ? ผู้สอน รูเบอัส แฮกริด ไม่กลัวเลยที่จะแสดงว่าเขาชอบนักเรียนบางคนมากกว่าคนอื่นๆ ผู้ดูแลสัตว์ของฮอกวอตส์มีใจรักสัตว์วิเศษมาก และว่องไวที่จะตะครุบความคิดในการนำวิชานี้กลับมาสอนที่ฮอกวอตส์ ไม่ว่าจะเป็นฮิปโปกริฟฟ์ หรือสกรู๊ตว์ปะทุไฟ เป็นเวลากว่าครึ่งวิชาที่แฮกริดพานักเรียนของเขาลงมือทำภารกิจต่างๆ มากกว่าจะใช้เวลาสอน เรื่องรูปพรรณสัณฐานทั้งหมดของสัตว์ต่างๆ

วิชาแปลงร่าง
ปลีกย่อยของเวทมนตร์ศาสตร์อย่างหนึ่งที่ยุ่งยากทีเดียว นักเรียนหลายคนต้องดิ้นรนให้รอดในวิชานี้ เริ่มต้นง่ายๆ -- เปลี่ยนไม้ขีดไฟให้เป็นเข็มหมุด ฯลฯ ศาสตราจารย์มักกอลนากัลมีความท้าทายในการสอนสิ่งนี้ และอาจารย์ใหญ่คนปัจจุบัน อัลบัส ดัมเบิลดอร์เคยสอนวิชานี้เองครั้งหนึ่งมาก่อน

วิชาป้องกันตัวจากศาสตร์มืด
จากควีเรลล์ไปล็อกฮาร์ตไปลูปินไปมู้เอ่อเคร้าช์ วิชานี้ดูเหมือนจะถูกสอนโดยศาสตราจารย์ต่างคนทุกๆปี ด้วยเนื้อหาที่มีประโยชน์และสนุกสนาน ทำให้นักเรียนบางคนอาจจะยกเลิกวิชาใดก็ได้เพียงเพื่อมาเรียน เรื่องบ๊อกการ์ตหรือพิ๊กซี่ อย่างไรก็ตาม ช่วยไม่ได้ที่มีข่าวลือว่าการป้องกันกันตัวจากศาสตร์มืดเป็